February 28, 2013

จดหมายฉบับที่ 101

คนดี


นานแล้วที่เราไม่ได้คุยกัน
ฉันยังไม่ได้เล่าให้เธอฟังว่า ต้นแก้วที่เคยออกดอกขาวพร่างให้สูดกลิ่นยามดึกต้นนั้น
มันตายแล้ว
กิ่งก้านไร้ชีวิตของมันมองเห็นเป็นเส้นสีดำในยามดึก
ไม่มีกลิบดอกเล็กๆ ปลิวเข้ามาปูพื้นระเบียงห้องของฉันอีก
แต่ฉันยังจำกลิ่นแก้วได้ดี

หลายปีที่ผ่านมา เราเคยเขียนจดหมายถึงกันมากมาย
ทุกฉบับมีเรื่องราวในชีวิตของเราแฝงอยู่
บางประโยคมีเสียงหัวเราะของฉัน
บางย่อหน้ามีน้ำตาของเธอ
บางบรรทัดมีเรื่องเหลวไหลที่เราต่างเคยกระทำ

เราเคยเขียนจดหมายบางฉบับด้วยดินสอ นานวันเนื้อความก็ลบเลือนไป
แต่ฉันยังจดจำเรื่องเล่าเหล่านั้นได้ดี

เธอยังจำเพลงที่ฉันเคยร้องให้ฟังได้ไหม
....เราและเธอ
อยู่ไกลแสนไกลกัน
ความผูกพันเหมือนดังว่าติดตรึง
ใจเจ้าลอยคล้อยตามสายลมตึง
บอกคิดถึงเฝ้ารำพึงกับใบไม้......

ทุกวันนี้ยังมีใครส่งความคิดถึงกันทางไปรษณีย์อยู่บ้างนะ
เราอ่านอีเมล์ของใครต่อใครทุกวัน
อ่านเรื่องราวข่าวสารต่างๆ ผ่านอักษรประดิษฐ์สารพัดรูปแบบ

เธอยังจำลายมือของฉันได้หรือเปล่า

สมัยเด็ก ๆ เวลาฉันเล่าเรื่องอะไรให้ใครฟัง หรือพูดอะไรที่ต้องการสื่อความรู้สึกมากมาย
ฉันชอบใช้คำว่า ร้อย ....ร้อยนั้น ร้อยนี้ ทั้งที่ความจริงอาจมีไม่กี่สิบ
คงเป็นอารมณ์อยากโม้แบบเด็กๆ หรือเราอาจจะเชื่อว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็ได้

หิวจังเลย อยากกินขนมสักร้อยอัน

หนูมีเพื่อนเล่นที่โรงเรียนตั้งร้อยคน

คิดถึงจัง ไม่ได้เจอกันมาตั้งร้อยปีแล้ว

........

เมื่อก่อน เราเขียนจดหมายคุยกันมากมาย
ฉันไม่เคยนับจำนวนเลยสักครั้ง
เช่นเดียวกับไม่เคยนับความคิดถึง


แต่ถ้ามีใครถาม ฉันคงตอบว่า ฉันเขียนมาแล้วเป็นร้อยฉบับ
และในวันนี้ 
วันที่คิดถึงกลิ่นแก้วหอมเย็นที่เคยลอยกรุ่นมากับสายลมยามดึก

ฉันจะเริ่มเขียนจดหมายฉบับที่ 101




February 26, 2013

พบกันวันคิดถึง



ตลอดเวลาที่อยู่กับเจ้าสี่ขากว่าร้อยตัว ฉันรู้สึกว่าชีวิตเรียนรู้เท่าไรก็ไม่หมด 
ไม่น่าเชื่อว่าการคลุกคลีกับสัตว์ที่พูดไม่ได้ และ(บางครั้ง)เดาใจไม่ออก จะทำให้ฉันสามารถอยู่กับคนได้อย่างปล่อยวางมากขึ้น ไม่มีเงื่อนไข และไม่คาดหวัง
นึกถึงเรื่อง “พบกันวันคิดถึง” หรือ See you anytime I want ของคิคุตะ มาริโกะ 
หนังสือภาพเล่มเล็กๆ ที่ได้รับรางวัลชมเชยจากงานมหกรรมหนังสือเด็กโบโลนญา ปี 1999 และจำหน่ายมาแล้วกว่า 1,000,000 เล่มในประเทศญี่ปุ่น ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยโดย พรอนงค์ นิยมค้า

เป็นเรื่องราวความผูกพันของเพื่อนรักคู่หนึ่ง ชิโระกับมิกิ
เหตุเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน
ชิโระต้องก้าวข้ามความโศกเศร้า
พอหลับตาลงแล้วคิดถึงเรื่องราวของมิกิจัง
ผมจะได้พบมิกิจังเสมอ
แม้อยู่ไกล เราก็อยู่ใกล้กัน
ภายใต้เปลือกตา เราไม่เคยเปลี่ยนแปลง
เรายังคงเหมือนวันเวลานั้น
ผมพบกับมิกิจัง
ทุกเวลาที่คิดถึง
........
เป็นหนังสือที่หยิบเอาเรื่องความตายมาอธิบายได้อย่างสวยงาม ทั้งยังบอกวิธีรับมือกับความเศร้าได้อย่างอ่อนโยน ภาพลายเส้นง่ายๆ ของหมาน้อยในหนังสือ เรียกรอยยิ้มได้ทุกครั้งที่อ่าน แม้บางครั้งจะดึงให้เรานึกถึงเรื่องที่อยากร้องไห้
หมาแมวบ้านสี่ขาล้วนมีความเป็นมาที่น่าเศร้า 
หลายตัวผ่านการถูกทำร้าย อดอยากขาดแคลนทั้งอาหารและความรัก จึงเจ็บป่วยอ่อนแอทั้งกายและใจ ถึงจะพลิกฟื้นคืนความแจ่มใสได้ แต่หลายตัวก็อายุไม่ยืนยาวนัก
การนั่งมองเพื่อนสี่ขาหมดลมหายใจในมือของฉันตัวแล้วตัวเล่า ไม่ได้ทำให้เกิดความเคยชิน การจากพรากแต่ละครั้งยังสะเทือนใจไม่ต่างกัน

เรื่องหมาๆ ในชีวิต



วันมาฆบูชา
ใครๆ เขาไปทำบุญ
ไอ้เราก็อยากไปทำบุญ แต่ไปไม่ได้ เพราะวันนี้มีภาระต้องทำบ้าน
พูดซะใหญ่โต
จริงๆ คือทำบ้านให้หมาแม่ลูกอ่อน
และที่ว่าบ้าน ก็แค่หาเศษไม้ เศษกระเบื้อง เศษผ้าใบ...ตามแต่จะหาได้ มากั้นคอกให้คุณแม่กับลูกๆ
ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความสงบ ทั้งกับครอบครัวแม่ลูกอ่อน และบรรดาหมาโตๆ ทั้งหลาย
ที่เอาแต่วนเวียนวุ่นวายกับหมาน้อย ๆ แปลกหน้า
ไม่รู้หมั่นไส้อะไรกันนักหนา (คงคิดกันว่า มาอีกแล้ว ตัวแย่งข้าวชุดใหม่มาอีกแล้ว)
ทั้งแม่หมา ทั้งคุณพี่ป้าน้าลุงหมาโตๆ เอาแต่เห่าด่ากัน เหน็บแนมกัน กระแนะกระแหนกันทั้งวันทั้งคืน
บางช่วงคงเถียงไม่ทัน เลยหอนสู้กันแทน
จะบ้าตาย...โมโหหมาก็โมโห เกรงใจเพื่อนบ้านก็เกรง

เมื่อวานมีหมาตายอีกตัวก็ยังไม่ทันได้ฝัง (ขนาดจะเศร้ายังไม่มีเวลาเศร้าเลย คิดดูเถอะ)

สรุปว่าวันนี้ทั้งวัน ทั้งกั้นคอกใหม่ ทั้งขุดดินฝังหมา เก็บกวาดห้องแมว
ตกค่ำแทบสลบ
แต่ความวุ่นวายก็สงบลงจนได้ เฮ้ออออออ...
นอนลืมตาปริบๆ ดูพระจันทร์ข้างขึ้นเหนือยอดประดู่
หมู่หมานอนอยู่รอบๆ
นานๆ ก็ผลัดกันลุกขึ้นมาดมๆ คนที่นอนเงียบอยู่บ้าง คงจะสำรวจดูว่าตายหรือยังละสิ

โอ๊ะ ! หมาบ้านสี่ขาไม่มีหน้าตาดูดีแบบนี้หรอก อันนี้ยืมภาพจาก kimballstock.com ต่างหากล่ะ

ลุกขึ้นนั่งนับหมา เมื่อวานจากไปหนึ่งตัว
วันนี้จึงเหลือแค่ 49
(นับแมวคร่าวๆ วันก่อน นับไม่ครบ เพราะมันเอาแต่วิ่งไล่กวดกันไปมา แต่น่าจะเกิน 60 ตัว)
บ้านสี่ขาวันนี้มีแมวหมารวมกันกว่าหนึ่งร้อย
ลำพังอาหารเม็ดหมาแมวเดือนหนึ่งๆ ก็น่าจะตกราวๆ 300-400 กก.
ภาวนาทุกวันว่าอย่าได้มีตัวใดเจ็บป่วยให้ต้องรักษากัน โดยเฉพาะในวันที่เงินเดือนยังไม่ออก
(แต่คำภาวนาก็ไม่ค่อยได้ผล)
แถมภาวนาด้วยว่า อย่าได้มีใครอุตริเอาหมาแมวใส่ถุงหรือตะกร้ามากำนัลที่หน้าบ้านอีก
(ก็ไม่ค่อยได้ผลอีกเช่นกัน)

แม้จะยังคิดถึงบรรดาเพื่อนสี่ขาที่นอนหลับอยู่ใต้ผืนดินบ้านนี้อีกกว่า 50 ตัว
แต่เห็นจะต้องบอกว่า ขอบใจนะที่ล้มหายตายจากกันไปบ้าง
ไม่อย่้างนั้น คนที่จะตายอาจเป็นเราเอง


อันนี้เป็นภาพหมู่หมาที่ระบุสายพันธุ์ต่างๆ
ดูๆ แบบเปรียบเทียบแล้ว เฮ้อ หมาๆ บ้านเรามันช่างไม่มีสกุลกันจริงๆ เลย (แต่ยังไงก็รักนะ)
(ภาพจาก featurepics.com) 

February 25, 2013

48 เรื่องที่อยากเล่า และที่ได้เรียนรู้




จั่วหัวไว้ว่า 48 เรื่อง มีชะงักนิดหนึ่ง เฮ้ยไม่มากไปเหรอวะเรา เกิดเขียนไม่ถึง นึกไม่ออก หรือหมดอารมณ์เขียนก่อนล่ะ (ตามประสาคนเอาแต่ใจ)
แต่พอนึกอีกที เฮ้ย ตั้งแต่เกิดมาจนป่านนี้ ตื่นมาหายใจปีละตั้ง 365 วัน วันละตั้ง 1440 นาที คนเรามันต้องมีเรื่องในชีวิตกันบ้างแหละ  ไอ้เรามันคนชอบ “หาเรื่อง” อยู่แล้วนี่นา กะอีแค่ 48 เรื่อง จะหาไม่เจอเชียวหรือ
ส่วนไอ้จะหมดอารมณ์เขียนก่อนหรือเปล่านั้น ไม่แน่ใจเหมือนกัน มีทางเดียวคือต้องรีบเขียนก่อนหมดอารมณ์
เอาเถอะ งานนี้ไม่มีใครมากำหนดหัวเรื่อง ตีกรอบเวลา หรือความสั้นยาวสักหน่อย ไม่มีคนมานั่งทวงต้นฉบับยิกๆ แล้วนี่ก็ไม่ใช่วิทยานิพนธ์ที่หากไม่เขียนก็เรียนไม่จบ ฉะนั้น ฉันจะหยิบเรื่องไร้สาระบ้าบอ (ของถนัด) อะไรมาเล่า ก็คงไม่มีใครว่า ใครใคร่อ่านก็อ่าน ไม่สนุกอ่าน เขาก็เลิกไปเอง  

แล้วทำไมต้อง 48 เรื่อง
เหตุผลง่ายๆ ก็แค่ วันนี้เป็นวันที่ฉันลืมตาดูโลกมาครบ 48 ปีน่ะสิ
กรี๊ดดดดดด ช่างเป็นตัวเลขที่น่าใจหายอะไรเช่นนี้ 48 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก
นี่ฉันต้องเริ่มนับถอยหลังแล้วสินะ กับการใช้ชีวิตบนโลกกลมบ้างเบี้ยวบ้างใบนี้ ให้หมัดกัดสิน่า! นี่ฉันยังมีเรื่องทั้งที่อยากทำและต้องทำอีกบานเบอะ ฉันจะทำทันหรือนี่

ไม่กี่วันก่อน มีอุกกาบาตพุ่งเข้ามาชนโลก โชคดี(หรือร้ายไม่รู้) มันแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ผู้คนแถบรัสเซียบาดเจ็บเป็นพัน อาคารบ้านเรือนถูกแรงอัดกระแทกแตกกระจาย
ฉันดูข่าวอย่างพรั่นพรึง เฮ้ย ถ้ามันพุ่งมาแถวดอนเจดีย์ ฉันจะเอาหมาแมวร้อยกว่าตัวไปหลบตรงไหนดีหว่า
ข่าวนี้ทำให้ฉันจิตตกเป็นพักๆ สลับกับแหงนมองฟ้าอยู่บ่อยๆ ไม่รู้จะเจอเหตุด่วนเหตุร้ายวันไหนบ้าง โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนอยู่แล้ว
(ขนาดมีเรื่องต้องทำตั้งมาก แต่ฉันยังอุตริเอาเวลาอันมีค่ามาเขียนอะไรไร้สาระอยู่นี่ ก็นี่แหละฉันละ)

วันก่อนมีคนมาถามอะไรฉันสักอย่าง น่าจะถามทางมั้ง แถวป้ายรถเมล์ เรียกฉันว่าป้าด้วย ป้า ! โอ๊ย อยากจะกรีดร้องให้ก้องโลก ทำไมต้องเรียกป้า (เรียกพี่ได้ไหมมมมม.....อยากจะครวญเพลงของเสรีย์ รุ่งสว่างขึ้นมาทันที)
โธ่ๆๆๆ แค่ส่องกระจกเห็นหน้าเหี่ยวๆ กับริ้วรอยที่ทยอยเพิ่มทุกวัน ฉันก็กลุ้มจะแย่แล้ว ทำไมต้องมาตอกย้ำซ้ำเติมกันอีก
ไม่ใช่ไม่ยอมรับความจริงนะ ความแก่เป็นเรื่องธรรมชาติ สังขารมันก็เป็นไปตามกาลเวลา รู้ เข้าใจ ไม่ได้ดันทุรัง แต่มันก็ไม่อยากฟัง เข้าใจไหม
แถมคนเรียกน่ะ หน้าตาไม่ได้ห่างจากฉันสักเท่าไรเลย เผลอๆ ตีนกาจะมากกว่าอีกด้วย มันน่าเจ็บใจตรงนี้แหละ ถ้าเป็นเด็กตัวน้อยๆ ต่อให้เรียกป้าเรียกยายก็จะไม่ว่าสักคำ
เมื่อไรจะเข้าเรื่องสักที(วะ) ฉันถามตัวเอง
อารัมภบทอยู่ได้ ฉันว่าตัวเองอีก
เออ เอาอันนี้เป็นข้อแรกเลยก็แล้วกัน

December 06, 2012

วันแห่งความสุข

5 ธันวาคม 2555
ตั้งใจว่าจะไปเป็นหนึ่งในจุดเล็กๆ สีเหลืองที่หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม 
ตั้งนาฬิกาปลุกแต่เช้ามืด
อาบน้ำสระผม สวมเสื้อสีเหลืองตัวเก่า ตัวเดียวที่ได้มาในปี 2549
....
แต่ด้วยเหตุบางประการทำให้ไม่ไ่ด้ไป
ได้แต่นั่งปาดน้ำตาหน้าจอโทรทัศน์
ตั้งแต่ภาพแรกที่เห็นพระพักตร์ท่านเสด็จพระราชดำเนินจากโรงพยาบาลศิริราช
ได้เอ่ยคำถวายสัตย์ปฏิญาณไปพร้อมกับกองทหารรักษาพระองค์
ได้ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี
ได้ร้องเพลงสดุดีมหาราชา
ได้พนมมือสวดมนต์ให้พระองค์ท่าน
ได้ตะโกน "ทรงพระเจริญ" ลั่นบ้านจนเสียงแหบ
ใจนึกขอบคุณเพื่อนๆ ชาวไทยทุกคนที่ตั้งใจไปที่นั่น
เหมือนเป็นตัวแทนของพวกเราอีกหลายคนที่อยากไป แต่ไปไม่ได้
ให้พระองค์ท่านได้ทอดพระเนตรเห็น
ว่าดวงใจนับล้านๆ ดวงของลูกหลานไทย
ยังจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านเสมอ
......
ตอนกลางคืนเดินกะโผลกกะเผลกออกไปซื้อข้าวที่ตลาดบางใหญ่
แม่ค้ายังคุยกันถึงในหลวงและพระราชพิธีด้วยความสุข 
คุยเพลินจนไม่เป็นอันขายของ
เราก็ยืนฟังด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ
รอจนแม่ค้าคุยจบ (จริงๆ คงยังไม่จบ แต่เผอิญหันมาเห็นลูกค้ายืนยิ้มอยู่หน้าร้าน) 
อ้าว ตายจริง ไม่ทันมองจ้ะ มัวแต่ปลื้ม...แม่ค้าบอกอายๆ
ไม่เป็นไรจ้ะ...เราตอบ รู้สึกไม่เป็นไรจริงๆ แม้จะเจ็บขา

เป็นอีกหนึ่งวันที่มีความสุขใจเหลือเกิน


King of Kings




บทเพลงรักแห่งแผ่นดิน




ในหลวงของแผ่นดิน



ในหลวงในดวงใจ



September 06, 2012

เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร

มีโฆษณาที่เราชอบมาให้ดู สำหรับเพื่อนๆ ที่อาจจะยังไม่เคยดู
เป็นโฆษณาของไต้หวัน ที่บอกว่านำมาจากเรื่องจริงของกลุ่มเพื่อน 6 คน
(แต่รู้มาเลาๆ ว่า โฆษณาชุดนี้ ผลิตโดยคนไทยนะ ถ่ายทำในประเทศไทยด้วยละ)



ประทับใจที่เอาภาพเพื่อนที่เสียแล้วไปเที่ยวด้วย
อีกคนก็เอาภรรยาไปด้วย
เรียกว่า ไปไหนไปด้วยกันจริงๆ ถึงแม้บางคนจะจากไปแล้ว แต่ความทรงจำยังคงสวยงาม
...
ดูแล้วรู้สึกมีพลังบ้างไหมเพื่อนๆ
ไม่ว่าอายุเท่าไร ก็เพียงกำลังใจไม่โรยราไปตามวัย ชีวิตก็เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

รณรงค์เข้าไป เมื่อไรจะได้ผล

ชอบสปอตรณรงค์อยู่หลายตัวเลย
คิดได้ดี น่าสนใจ บางตัวก็คมเชียว (ไม่รู้บาดใครบ้างหรือเปล่า)
แต่มาแวบๆ แป๊บเดียวก็หายไป หลายคนยังไม่ทันได้ดูเลย (โดยเฉพาะคนที่ควรจะดู)

ที่น่าเสียดายก็คือ ความคิดดีๆ เหล่านี้ เมื่อไรจะมีการ "ลงมือทำ" อย่างจริงจังเสียที
เมื่อไรทุกฝ่ายในสังคมจะร่วมมือกัน ทำเรื่องเดียวกัน แทนที่จะต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างคิด
ว่ากันว่า บ้านเมืองไหน กำลังมีปัญหาเรื่องอะไร ให้ดูว่าสื่อกำลังรณรงค์เรื่องอะไรอยู่

สปอตนี้โผล่มาแวบๆ ยังกะสายฟ้าแลบ ถูกแบนไปแล้ว



อันนี้ก็(น่าจะ) โดนแบน เพราะเคยเห็นแวบเดียวเหมือนกัน




อันนี้ไม่รู้มีใครจำได้หรือเคยผ่านมาบ้าง เป็นของโครงการชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่
ดูแล้วนึกถึงตอนทำงานพัฒนาชุมชนในภาคอีสาน


มองชีวิตจากโฆษณา


ชอบดูโฆษณาโทรทัศน์
ไม่ค่อยสนใจว่าเป็นโฆษณาสินค้าอะไร ยี่ห้อไหน
แต่ชอบดูแนวคิดของคนทำ ที่สามารถใส่ประเด็นอะไรๆ ให้สะกิดใจคนได้ ภายในเวลาไม่กี่วินาที
ถือว่าเป็นความสามารถที่น่าทึ่งอย่างหนึ่ง
โดยเฉพาะโฆษณารณรงค์เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ
โฆษณาบางเรื่อง ผลิตเพื่อให้คนดูเกิดความรู้สึกที่ดีต่อสินค้า หรือองค์กรผู้ผลิตสินค้า ที่เราอาจเรียกได้ว่าเป็นโฆษณา "สร้างภาพ"
แต่สำหรับเรา ถ้าภาพที่สร้างนั้น สามารถโน้มน้าวให้คนคิดดี ทำดี หรือเปลี่ยนแปลงทัศนคติไปในทางบวกได้ ไม่ว่าจะต่อตัวเอง หรือต่อคนอื่นๆ
ก็ให้เขาสร้างต่อไปเถอะ

อันนี้เป็นของเครื่องดื่มชูกำลัง แรกๆ จะเห็นฉบับเต็ม แต่ตอนนี้ตัดเหลือแค่ไม่กี่วินาที รายละเอียดเลยหายไปเยอะ
(นึกถึงตอนแม่มาจากต่างจังหวัด มาเก็บของรกๆ ในห้องเราอย่างนี้เลยแหละ ^_^ )



ทุกคนมีเป้าหมายในชีวิต มีสิ่งที่อยากได้ อยากมี อยากเป็น
แต่หลายครั้งที่เราหลงลืมสิ่งต่างๆ ที่อยู่ระหว่างทาง
ซึ่งบางทีมันก็มีความหมายกับเรา ยิ่งกว่าปลายทางที่ยังมาไม่ถึง




Family...is forever

เจอโฆษณาบีบคั้นอารมณ์อีกแล้ว
เป็นของมาเลเซีย ถ้าเข้าใจไม่ผิด น่าจะเป็นการรณรงค์เกี่ยวกับครอบครัว

ปกติประเด็นครอบครัว พ่อ แม่ ลูก หรือคู่รัก คู่ชีวิต ถูกดึงมาใช้ในการโฆษณาอยู่บ่อยๆ 
ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสินค้า หรือธุรกิจประเภทที่เกี่ยวกับอุบัติภัยต่างๆ หรือโรคภัยไข้เจ็บ หรือไม่ก็การรณรงค์เพื่อแก้ปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
บางเรื่องก็ซึ้ง ดูแล้วประทับใจ บางเรื่องก็เยอะเกิน หมายถึง พยายามจะ "บิ๊ว" มากไป


โฆษณาที่ไปเจอมาหมาดๆ นี้ เนื้อหาธรรมดาๆ ไม่แปลกใหม่ แต่นำเสนอได้สะดุดใจ ไม่มากไม่น้อยเกิน ดูเพลินๆ ก็น้ำตาคลอได้เหมือนกัน



ความรักของพ่อแม่คือรักแท้ และคงอยู่ตลอดกาล
ทุกอย่างเริ่มต้น..และลงท้ายที่ครอบครัวเสมอ

September 04, 2012

กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง


มีเสียงรถมาจอดหน้าบ้าน 
โต๋เต๋ชันคอขึ้นเป็นครั้งแรกของวัน มันลุกพรวดพราดไปดู สักพักก็เดินหูลู่หางตก กลับมานอนหมอบเป็นรูปปั้นหมาตรงที่เดิม ท่าทางหมกมุ่นหงอยเหงาราวกับคนอมทุกข์
ฉันไม่รู้จะช่วยมันได้อย่างไร บางทีก็ไม่อาจมีใครแทนใครได้
............................
นึกย้อนไปถึงค่ำวันหนึ่งที่ฉันลงรถประจำทางใกล้แยกบางใหญ่ 
ขณะกำลังสำรวจสภาพกระดูกกระเดี้ยวที่ถูกเบียดเสียดบนรถมานานนับชั่วโมง หางตาก็เห็นอะไรแวบๆ เคลื่อนมาตามแนวถนน รถยนต์ก็ไม่ใช่ มอเตอร์ไซค์ก็ไม่เชิง เพราะไม่มีดวงไฟหน้ารถ 
ใกล้เข้ามาถึงเห็นเป็นหมาสีเข้มๆ ตัวหนึ่งกำลังวิ่งสุดฝีเท้า
ฉันพยายามมองว่ามันวิ่งตามอะไร เพราะวิ่งแบบนี้ไม่ใช่วิ่งเล่นแน่ๆ 
ดูแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรที่มันน่าจะวิ่งตาม มีแต่รถประจำทาง รถบขส.แล้วก็รถยนต์ที่แล่นผ่านมันไปอย่างน่าหวาดเสียว
มันหยุดยืนหอบแฮ่กๆ จนตัวโยนอยู่ตรงป้ายรถประจำทางที่ฉันลงพอดี หอบอยู่พักใหญ่ๆ มันก็เหลียวหน้าเหลียวหลัง ครางหงิงๆ แหงนหน้าสูดกลิ่นในอากาศด้วยท่าทางกระวนกระวาย

ฉันติดนิสัยประหลาดอย่างหนึ่งคือชอบทักหมาแมว จึงตะโกนถามออกไป
“เฮ้ เจ้าหมา จะไปไหนน่ะ
มันหันขวับมา ชะงักอยู่ชั่วครู่ แล้วก็ทำหูตั้ง ออกวิ่งลิ่วตรงมาหาฉันทันที!


แตงกวา กับยาคูลท์



ฉันขี่รถเครื่องฝ่าแดดร้อนเปรี้ยงออกจากหมู่บ้านไปตลาดในอำเภอ ด้วยภารกิจสำคัญสองประการที่ไม่สามารถทำได้แถวๆ บ้านสี่ขาที่อยู่ริมทุ่งนาและคอกควาย 
หนึ่งคือการหาซื้อกระดาษหนังสือพิมพ์ กับสอง ตามหาสาวยาคูลท์

ภารกิจสองอย่างนี้เกี่ยวกันยังไง แล้วสำคัญขนาดไหนถึงทำให้ฉันต้องเอาผิวเหี่ยวๆ ของตัวเองออกมาทำเนื้อแดดเดียวตอนบ่ายโมงกว่าๆ ที่จัดว่าเป็นช่วงเวลาร้อนที่สุดของวัน
ฉันสงสัย ว่าจะมีใครสงสัยหรือเปล่า ว่าฉันกำลังจะเล่าเรื่องอะไร และเล่าทำไม
ไอ้ที่ว่าจะเล่าเรื่องอะไรนั้น ฉันพอจะรู้ละ ก็ฉันกำลังจะเล่าอยู่เดี๋ยวนี้ 
แต่เหตุผลที่ว่า จะเล่าทำไม อันนี้ฉันก็สงสัยตัวเองเหมือนกัน คิดว่าเล่าๆ ไปอาจจะได้คำตอบ

ในโลกนี้มีหลายเรื่องราวที่เรายังไม่รู้ และบางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องรู้ อย่างเช่นเรื่องนี้ 
แต่ถ้าคุณยังไม่รีบไปไหน อุตส่าห์เข้ามาแล้วก็โปรดอ่านไปให้สิ้นเรื่องสิ้นราวเถิดนะคะ
ไม่แน่นะ บางเรื่องไร้สาระอาจแฝงปรัชญาแห่งชีวิตอย่างคาดไม่ถึงก็เป็นได้ (ว่าเข้าไปนั่น)
......................
แตงกวาเป็นชื่อที่ฉันตั้งให้ลูกหมาหน้าตาหมกมุ่นตัวหนึ่ง ที่ถูกคนเอามาทิ้งไว้ข้างถนนใกล้ๆ ท่ารถโดยสารระหว่างอำเภอ
สภาพของแตงกวาเมื่อแรกนั้นห่างไกลจากคำว่าน่ารักอยู่มาก ทั้งเหม็นสาบ ผอมโซ ขนร่วงเป็นหย่อมๆ เพราะโรคผิวหนัง และมีแผลเล็กบ้างใหญ่บ้างทั่วตัว
มันค่อยๆ คลานอย่างกล้าๆ กลัวๆ เข้ามาหมอบเงียบอยู่ตรงเท้าของฉัน อายุของมันไม่น่าจะเกินสองเดือน
ใครเอามาทิ้งไม่รู้ สามสี่วันแล้วละคนขายก๋วยเตี๋ยวรถเข็นแถวๆ นั้นบอก 
ไม่เห็นมันไปหากินที่ไหน คงกลัวหมาใหญ่ๆ กัดมั้ง นึกว่าถูกรถเหยียบไปแล้ว เพิ่งเห็นนะเนี่ยว่ายังอยู่

ฉันใจอ่อนเกินกว่าจะปล่อยให้ลูกหมาเล็กๆ เผชิญกับความหิว ความกลัว และความเสี่ยงที่จะถูกรถทับตาย จึงหยิบมันใส่กระเป๋าสะพายกลับบ้านด้วย แตงกวาซุกเงียบอยู่ในกระเป๋าตลอดทาง

ชายหนุ่ม กับหมา(ตัวเมีย)ที่เขาไม่เคยเลี้ยง




บางทีฉันรู้สึกว่า การพยายามเข้าใจหมา ง่ายกว่าเข้าใจคนด้วยกันเสียอีก
เรื่องนี้เกิดขึ้นในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งย่านบางบัวทอง เป็นบ้านสี่ขาสาขาย่อยที่ฉันไปๆ มาๆ สลับกับบ้านนอก

อย่ารู้เลยว่าหมู่บ้านไหน เพราะชายหนุ่มก็อยู่บ้านถัดจากฉันไปสัก 3-4 หลัง ยังเห็นหน้าค่าตากันอยู่ ขืนบอกไป เผลอๆ อาจมีใครสักคนเดือดร้อน (จะใครซะอีกล่ะ!)

ชายหนุ่มเป็นข้าราชการ กรมกองไหนก็ช่างเขาเถอะ สมมตว่าชื่อคุณสมชายก็แล้วกัน 
คุณสมชายเลี้ยงหมาไว้เฝ้าบ้านสองตัว ชื่อขาวกับปุย ผอมซี่โครงบานเชียวละ

ฉันเคยหิ้วถุงข้าวเหนียวไก่ย่างเดินผ่าน เห็นพวกมันเกาะรั้วตาละห้อย (เจ้าของไม่อยู่) น้ำลายหยดแหมะๆ ครางหงิงๆ อย่างน่าเห็นใจจนต้องยอมสละไก่ให้มัน

แม่ฉันเคยคลุกข้าวกับน้ำแกงจืดใส่ขันพลาสติกใบเก่าไปให้หมา คุณสมชายขับรถกลับจากที่ทำงานพอดี

"พอดีมีข้าวเหลือค่ะ ก็เลยแบ่งมาให้" แม่ออกตัว

"โอ๊ย ไม่ต้องลำบากหรอกป้า ผมเองยังไม่ค่อยให้มันเลย" เขาพูดหน้าตาเฉย "ความจริงผมเลี้ยงหมาตามธรรมชาตินะ ให้มันหากินเอง"

โอ้ว พระเจ้า จอร์จ คิดได้ไงเนี่ย อาชญากรรมชัดๆ

August 30, 2012

The Wooden Camera กล้องไม้ให้ชีวิต "เลือกผิด ชีวิตพัง"




ตลอดชีวิตของคนเราผ่านการ เลือกนับครั้งไม่ถ้วน 
ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ อย่างเลือกของเล่น เสื้อผ้า อาหาร หนังสือ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ อย่างเลือกเรียน เลือกงาน เลือกคบคน เลือกคู่ครอง หรือเลือกเป้าหมายของชีวิต
ว่ากันว่าการเลือกสามารถบอกถึงนิสัยใจคอของผู้เลือก และบางครั้งอาจบอกถึงอนาคต

เหมือนชีวิตของมาดิบาและซิโฟ ตัวละครเด็กในหนังสัญชาติอาฟริกาใต้เรื่อง The Wooden Camera หรือชื่อเรื่องภาษาไทยว่า กล้องไม้ให้ชีวิต

ซิโฟเป็นเด็กไร้บ้าน ส่วนมาดิบามีแม่ตกงาน พ่อขี้เมา 
มิตรภาพของสองเด็กชายเริ่มจากการแบ่งปันอาหาร พวกเขาอยู่ในชุมชนเล็กๆ ของคนผิวดำ ใกล้เมืองเคปทาวน์ อาฟริกาใต้

ขณะกำลังหาอะไรเล่นอย่างไร้สาระอยู่แถวริมทางรถไฟ ศพชายนิรนามก็หล่นจากรถขบวนหนึ่ง! 
เด็กทั้งสองสำรวจศพด้วยความตื่นตระหนกปนอยากรู้อยากเห็น ในกระเป๋าของชายคนนั้นมีเพียงกล้องถ่ายวิดีโอ กับปืนหนึ่งกระบอก
ซิโฟจัดการแบ่งสมบัติด้วยการคว้าปืน แล้วยกกล้องให้มาดิบา 
ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่าของสองสิ่งนั้นจะเป็นเหตุให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่ไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิม

มาดิบาค้นพบสิ่งแปลกใหม่จากการมองผ่านเลนส์กล้องวิดีโอ 
ในขณะที่ซิโฟค้นพบว่าปืนที่เหลือกระสุนค้างอยู่หนึ่งนัดนั้น ทำให้เขามีอำนาจเหนือคนอื่น








เอสเทล เป็นเด็กหญิงผิวขาว ลูกนายแพทย์ผู้ร่ำรวย อยู่บ้านหลังใหญ่หรูหรา มีห้องส่วนตัวและมีทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากได้ ยกเว้นความเข้าใจจากพ่อแม่

สิ่งที่เอสเทลได้ยินอยู่เสมอคือประโยคที่ว่า ลูกต้องทำอย่างนี้” “ลูกต้องไม่ทำอย่างนั้น” 
พ่อเอาความต้องการของตนเองเป็นที่ตั้ง โดยที่ไม่เคยถามเลยว่า ลูกอยากทำอะไร

เอสเทลได้รู้จักกับมาดิบาและซิโฟโดยบังเอิญ ความต่างระหว่างเพศ สีผิว ฐานะ และสถานะทางสังคม ไม่มีผลกับความเป็นเพื่อน 
แต่ผู้ใหญ่(ในเรื่อง)ไม่คิดเช่นนั้น

เป็นโชคของเด็กๆ ที่มีมิสเตอร์ชอร์น ชายชราผิวขาวที่มีอาชีพสอนดนตรี เขาไม่เห็นความต่างระหว่างผิวขาวและผิวดำ เช่นเดียวกับเสียงดนตรีที่เป็นสากล
ดูเหมือนมิสเตอร์ชอร์นจะเป็นผู้ใหญ่เพียงคนเดียวในเรื่อง ที่เดินทางสายกลาง ไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป และไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่งอย่างสุดขั้ว
เขาเชื่อว่าทุกคนมีความสามารถ มีสิ่งที่ดีซ่อนอยู่ภายใน และความศรัทธาของเขาก็มีพลังพอที่จะฉุดดึงให้เด็กๆ เกิดความเชื่อมั่นในคุณค่าและศักยภาพของตัวเอง


ราวครึ่งหนึ่งของหนังเป็นภาพที่มองผ่านดวงตาหลังเลนส์กล้องของมาดิบา เรามีโอกาสได้เห็นสีสันและชีวิตชีวาของสิ่งที่อาจเคยมองข้าม
ไม่ว่าจะเป็นภาพเงาพร่าเลือนในน้ำ แสงแดดที่ส่องผ่านผ้าม่าน ฟองอากาศในแก้วน้ำแข็ง ถุงพลาสติกที่ปลิวตามลม แมลงตัวเล็กๆ ความเคลื่อนไหวในตลาดอันจอแจ ความวุ่นวายจากเหตุการณ์ไฟไหม้ 

ได้เห็นโลกสองด้าน สีขาว และสีดำ ความเลวร้ายและความสุข ความรุ่มร้อนและความสงบสวยงาม
ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ทำให้รู้สึกว่า โลกมีมากกว่าที่เราเห็น ถ้าเรารู้จัก มองอย่างลึกซึ้ง

มาดิบาทำให้เพื่อนๆพบมุมมองใหม่ในโลกใบเดิม เมื่อเด็กๆ มุงดูภาพจากกล้องวิดีโอแล้ว พากันถามอย่างตื่นเต้นว่า ยอดเลย เจ๋งจริงๆ มันคือที่ไหนเหรอและเด็กชายก็ตอบว่า ชุมชนของเราเอง






ขณะที่กล้องกำลังเติมสีสันให้ชีวิตของมาดิบา สีสันของซิโฟก็จัดจ้านร้อนแรงยิ่งกว่า
ปืนในมือของเด็กชายทำให้ทุกคนกลัว ทั้งคนดูหนังเองก็สะดุ้งและใจสั่นไปด้วยทุกครั้งที่เด็กชายกวัดแกว่งปืนไปมาและเล่นเกมกับกระสุนที่ค้างอยู่เพียงหนึ่งนัดในลำกล้อง

และกระสุนเพียงนัดเดียวนั้นเอง ได้ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่







หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดธรรมชาติของเด็กวัยรุ่นที่ไม่ว่าชาติไหนๆ ก็ไม่ต่างกัน นั่นคือต้องการเพื่อน ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ต้องการการยอมรับ อยากเป็นตัวของตัวเอง 
ขณะเดียวกันก็ยังสลัดไม่พ้นความเยาว์วัยที่ต้องการความรัก ความเข้าใจ และการใส่ใจใยดี

ซิโฟสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ดมกาว ตั้งตัวเป็นหัวหน้าแก๊งและถือปืนกร่างไปทั่ว จี้เอาเงินจากคนขาวมาแจกเพื่อนๆ มันทำให้เขารู้สึกว่าเป็นผู้นำ เป็นคนเก่ง และทุกคนกลัวเขา
แต่ในความ ก้าวร้าวเกเร เขาว้าเหว่และต้องการความรัก

เอสเทลขโมยของจากร้านค้า แต่งตัวแต่งหน้า ทำผมแปลกประหลาด เจาะจมูกใส่ห่วง คบเพื่อนผิวดำ
เธอทำทุกอย่างที่พ่อรังเกียจ เธออยากให้เขาโกรธ อยากให้เขาเข้าใจในสิ่งที่เธอต้องการ นั่นคือความเป็นตัวของตัวเอง

การเรียนรู้ไม่ใช่แค่เรื่องของเด็กๆ แต่การเรียนรู้เป็นเรื่องของทุกคน 
ดร.สายสุรี จุติกุล ผู้นำด้านสตรีและเด็ก เคยกล่าวไว้ว่า
คนเราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อที่จะเติบโตไปอีกขั้นหนึ่ง เพื่อที่จะเข้าใจตนเองและผู้อื่น

ดังที่เอสเทลบอกกับมาดิบาว่า
พ่อแม่ต้องโตขึ้นด้วย

บทเรียนหนึ่งที่แวบขึ้นมาหลังจากดูหนังจบคือ การตัดสินใจเลือกที่ผิดพลาด นำไปสู่ชีวิตที่ผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกของหรือเลือกคนก็ตาม
คิดถึงสำนวนไทยๆ ที่ว่า คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผลขึ้นมาทันที

แต่ในโลกของความเป็นจริงนั้น ใครเล่าจะเป็นผู้สอนให้เด็กๆ รู้จักเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับพวกเขา ในสภาวะแห่งวัตถุนิยมและสื่อต่างๆ มากมายที่อาจมีอิทธิพลยิ่งกว่าปืนหรือกล้องวิดีโอ

นึกถึงคำกล่าวของท่านเจ้าคุณอาจารย์ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต) ที่ว่า
อย่าถามเด็กๆว่าอยากได้อะไร แต่จงถามเด็กๆ ว่าอยากทำอะไร


ถ้าผู้ใหญ่รับฟังความคิดของเด็กและให้โอกาสในการลงมือทำ เราคงเห็นเด็กได้ใช้ความสามารถ ได้จินตนาการ ได้เรียนรู้ ได้สนุกสนาน และได้ประสบการณ์ในชีวิตด้วยตัวเขาเอง
มากยิ่งกว่าการหยิบยื่นสิ่งที่เด็กๆ ต้องการแต่เพียงอย่างเดียวแล้วจบ (อาจจะไม่ได้ติดตามดูว่าเด็กเอาไปทำอะไรต่อเสียด้วย)

ดูหนังเรื่องนี้แล้วเห็นถึงชีวิตและมิตรภาพ เห็นความเสื่อมโทรมของสังคมที่แวดล้อมเด็กๆ 
เห็นความผูกพันหลายรูปแบบระหว่างพ่อกับลูก แม่กับลูก พี่กับน้อง เด็กกับผู้ใหญ่ และเด็กๆกับผองเพื่อน 
ทั้งยังสอดแทรกนัยทางสังคม พูดถึงปัญหาต่างๆ ในแอฟริกาใต้ ทั้งความแร้นแค้นและทัศนคติที่คนผิวขาวมีต่อคนผิวดำ

แต่สุดท้ายหนังก็ยังบอกเราว่า ชีวิตมีความหวัง ขอเพียงเรา เลือกให้เป็น






The Wooden Camera เป็นผลงานกำกับของ นชาเวนี วา ลูรูลี (Ntshaveni Wa Luruli) ผู้กำกับชาวแอฟริกาใต้ ได้รับการยกย่องจากผู้ชมและนักวิจารณ์ภาพยนตร์หลายชาติ
ได้รับรางวัล Glass Bear (หนังเยาวชนยอดเยี่ยม) จากเทศกาลหนังเบอร์ลิน ปี 2004
รางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยมและรางวัล อองรี อเลอกอง (รางวัลพิเศษสำหรับหนังซึ่งมีงานด้านภาพโดดเด่นโดยเฉพาะ) จากเทศกาลหนังปารีส
อีกทั้งยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่เทศกาลหนังนานาชาติรอตเตอร์ดามอีกด้วย

น่าเสียดายที่เข้ามาลงโรงฉายบ้านเราไม่กี่วัน เรียกว่าคนดูยังไหวตัวไม่ทัน หนังก็ออกไปแล้ว 

แต่ก็โชคดีที่มีหนังแผ่น (วีซีดี) พอให้หาซื้อหรือเช่าได้ หนังใช้ภาษาอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ (มีภาษาพื้นเมืองแทรกบ้าง) และมีฉบับพากย์ไทยด้วย
ในวันเยาวชนแห่งชาติปีนี้ การ เลือกหยิบหนังเยาวชนเรื่อง The Wooden Camera มาดู อาจจะทำให้ผู้ใหญ่หลายๆ คนเติบโตได้เช่นกัน



……………..



(เรื่องนี้เขียนในวันเยาวชนแห่งชาติ ปี 2550 ได้ตีพิมพ์ในหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 82 ใช้นามปากกา เรืองพิลาศ)



Spring, Summer, Fall, Winter ...and Spring วงจรชีวิต กิเลสมนุษย์



ชีวิตมนุษย์ก็ไม่ต่างจากการหมุนเวียนของฤดูกาล 
สดใสร่าเริงเหมือนฤดูใบไม้ผลิ บางครั้งอาจร้อนรุ่มราวแดดแผดเผา บางคราก็แห้งแล้งเหมือนใบไม้ร่วง และบางช่วงก็หนาวจับขั้วหัวใจ

ฤดูกาลที่เปลี่ยนผ่าน ก็เปรียบดังวัฏสังสาร ที่ดำเนินไป แล้วก็ไหลย้อนกลับมาซ้ำเดิม

2-3 ปีก่อน บังเอิญเห็นภาพวัดลอยน้ำกลางหุบเขา เป็นฉากหนึ่งในหนัง จำไม่ได้ว่าเรื่องอะไร แต่ติดใจความงดงามของอารามบนแผ่นน้ำที่นิ่งสนิทและใสราวกระจก 

กระทั่งวันหนึ่งก็ได้เจอหนังเรื่องนี้ในร้านเช่าวีซีดี ถึงได้รู้ว่าภาพที่ติดใจนั้นมาจากหนังเรื่อง Spring, Summer, Fall, Winter ...and Spring ในชื่อภาษาไทยว่า วงจรชีวิต กิเลสมนุษย์ 





เป็นหนังเกาหลี แต่ก็ไม่มีอะไรเหมือนบรรดาหนังเกาหลีสุดฮิตที่บ้านเราติดกันงอมแงมอยู่ในขณะนี้

เพราะนอกจากภาพสวยสะกดสายตาแล้ว เนื้อหาของหนังก็ยังสะกิดใจ ด้วยตัวละครไร้ชื่อ และบทสนทนาแทบนับประโยคได้ แต่ภาษาภาพนั้นมากมาย อย่างที่เรียกได้ว่าแทนคำนับพัน


ลามะวัยกลางคนกับศิษย์น้อยเยาว์วัย อาศัยอยู่ในวัดกลางน้ำ ในหุบเขาที่ล้อมด้วยป่าอันเงียบสงบ 
ปฏิบัติธรรม ด้วยวิถีแห่งพุทธ ดำเนินชีวิตตามสภาพแวดล้อม และครรลองของธรรมชาติ
แต่ละฤดูกาล เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง ท้องฟ้า ใบไม้ สายน้ำ ท่ามกลางเวลาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง 
อาจารย์ไม่มีคำสอน แต่ให้ศิษย์เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ

เด็กน้อยเล่นสนุกตามวัย มัดหินก้อนใหญ่ไว้บนหลังของสัตว์เล็กๆ ที่จับได้ ดูพวกมันกระเสือกกระสนอย่างลำบากด้วยความบันเทิงใจ

จนรุ่งขึ้น เมื่ออาจารย์มัดหินก้อนใหญ่ใส่หลังของตนบ้าง เด็กน้อยจึงรู้สึกหนัก อ้อนวอนอาจารย์แก้มัดให้


อาจารย์กลับบอกให้ศิษย์ไปแก้มัดสัตว์ที่น่าเวทนาเหล่านั้นก่อน

หากพวกมันตาย ก้อนหินจะติดตัวเจ้าไปตลอดชีวิต

การผูกมัดนั้นง่าย แต่การตามแก้ไขช่างยากเย็น เช่นเดียวกับเด็กน้อยที่ต้องเข้าป่า ตามหาสัตว์ตัวจ้อยที่ตนทรมาน เพื่อช่วยเหลือปลดปล่อยพวกมัน 

ราวกับว่าอาจารย์กำลังใช้ก้อนหินเป็นเครื่องมือสอนลูกศิษย์ในเรื่องของ ‘กรรม











ฤดูกาลเปลี่ยนไป ศิษย์น้อยเติบโตเป็นเด็กหนุ่มผู้สุขุมหมดจด แต่แล้วชีวิตก็ให้บททดสอบครั้งใหญ่ เมื่อเด็กสาวคนหนึ่งเข้ามาพำนักในอารามเพื่อรับการบำบัด 
เด็กหนุ่มพ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหา สร้างความสัมพันธ์อันซ่อนเร้น และหนีจากวัดตามคนรักไปสู่โลกภายนอก ที่เขาไม่เคยสัมผัส

ห้องพักในอารามนั้นไร้ผนัง แต่กลับมีบานประตู ทั้งอาจารย์และศิษย์ผ่านเข้าออกทางประตูอย่างเคร่งครัด แต่เมื่อถึงคราวศิษย์หนุ่มน้อยจะหนีจากอาจารย์ไป เขากลับไม่ใช้ประตู หากแต่ก้าวทะลุฝาผนังที่ว่างเปล่า!!

หรือประตูนั้นคือพระธรรมวินัยที่เป็นเสมือนเกราะป้องกันชีวิต?










ฤดูกาลผันเปลี่ยนอีกครั้ง ศิษย์หนุ่มล้มลุกคลุกคลานกลับมาหาพระอาจารย์ หอบเอาโทสะและโมหะจากความล้มเหลวในชีวิตกลับมาด้วยท่าทีแข็งกร้าว ราวกับเป็นคนละคนกับหนุ่มน้อยที่เคยนอนมองเมฆบนท้องฟ้าอย่างมีความสุข

ชีวิตทางโลกโหดร้ายกับเขา หรือเป็นเพราะเขาไม่สามารถเข้าถึงธรรมะที่แท้

ในวันที่ศิษย์หนุ่มหนีออกจากวัด เขาได้ขโมยพระพุทธรูปหินไปด้วย หนังทำให้เราเข้าใจว่า เขาแบกพระพุทธรูปติดตัวไว้ตลอดเวลา 
แต่สภาพของเขาที่ซมซานกลับมา เหมือนจะบอกเราว่า จริงๆ แล้ว ธรรมะต้องติดอยู่ในใจ

ราคะจริตชักนำให้ชายหนุ่มก่อคดีร้ายแรง เมื่อเจ้าหน้าที่ติดตามมาถึงวัดกลางน้ำ เพื่อนำตัวเขากลับไปรับโทษตามกฎหมาย พระอาจารย์กลับขอเวลาช่วงหนึ่ง เพื่อมอบบทเรียนแห่งธรรมให้ศิษย์เป็นครั้งสุดท้าย





ฤดูเดิมวนเวียนกลับมาใหม่ เมื่อ
ศิษย์หนุ่มพ้นโทษหวนคืนกลับมา พระอาจารย์ก็ได้ละสังขารจากไปแล้ว

เขายืนมองอารามกลางน้ำในตำแหน่งเดียวกับที่เคยยืนเมื่อครั้งเยาว์วัย ภาพอดีตฉายให้เห็นความทรงจำของเด็กน้อยกับเวิ้งน้ำกว้างใหญ่ แต่ยามนี้ ภาพที่เขาเห็นคืออารามหลังกระจ้อยร่อย ลอยอยู่กลางวงน้ำเล็กๆ

โลกเปลี่ยนไปเมื่อเรามองในมุมที่ต่างจากเดิม อีกทั้งยังลึกซึ้งขึ้นเมื่อมองในวันวัยที่เปลี่ยนแปลง






Spring, Summer, Fall, Winter...and Spring เป็นผลงานของคีม คี ดุ๊ก ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเกาหลีใต้ที่เพิ่งได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลินปี 2005
หนังเต็มไปด้วยรายละเอียดและภาพที่แฝงสัญลักษณ์มากมาย 



ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนฤดู การพายเรือไปมา ระหว่างวัดและฝั่ง ระดับน้ำที่ขึ้นลง ประตูแต่ละบาน นานาสัตว์ทั้งแมว ไก่ เต่า ปลา กบ และงู 
รวมถึงภาพความสัมพันธ์ระหว่างหญิงชาย การกระทำอัตวินิบาตกรรม หญิงสาวผู้ปิดบังใบหน้า หรือแม้แต่การแกะสลักพระพุทธรูปด้วยน้ำแข็งที่ค่อยๆ ละลายไปในที่สุด

นอกจากการกำกับแล้ว คิม คี ดุ๊ก ยังร่วมแสดงเองในฤดูสุดท้าย เมื่อลามะวัยกลางคนลากหินก้อนใหญ่ขึ้นสู่ยอดเขา เพื่อไตร่ตรองถึงคำสอนของพระอาจารย์เมื่อครั้งยังเยาว์ 
เขากล่าวถึงผลงานชิ้นนี้ว่า

ผมตั้งใจที่จะบรรยายความรื่นเริงสดใส ความโกรธเกรี้ยว ความโศกเศร้า และความสุขในชีวิตของคนเรา ผ่านแต่ละฤดูกาล และผ่านชีวิตของพระรูปหนึ่งในวัดกลางทะเลสาปที่รอบกายมีเพียงธรรมชาติอันเงียบสงบ

เป็นหนังที่ดูแล้วอิ่มตาอิ่มใจ ทั้งยังทิ้งข้อสงสัยให้ขบคิดต่อไม่รู้จบ เพราะหนังตีความได้หลายระดับ แต่ละระดับก่อให้เกิดทั้งคำถามและคำตอบที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและจิตใจของมนุษย์

การตีความตามประสบการณ์และฐานคิดที่ต่างกัน คงทำให้การต่อยอดความคิดหลังการดูหนังเรื่องนี้แตกแขนงไปมากมาย แถมฉากเดียวกัน อาจตีความไปคนละทาง 
เข้าทำนอง....สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพราย

แต่อย่างน้อย สิ่งหนึ่งที่ได้ คือการตั้งคำถามกับตัวเองเพื่อ ทบทวนว่า 


ในขณะที่โลกหมุนไป ชีวิตดำเนินไป เราเรียนรู้อะไรบ้างจากการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล







(เรื่องนี้เขียนไว้นานแล้วตีพิมพ์ในคอลัมน์ธรรมบันเทิง หนังสือธรรมลีลา ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2550 แต่หนังสือจมไปกับน้ำท่วม เลยคัดลอกมาไว้ที่นี้อีกครั้ง หวังว่าน้ำคงไม่ท่วมอีกนะ T_T)


Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...