Showing posts with label นิทานจากบ้านสี่ขา. Show all posts
Showing posts with label นิทานจากบ้านสี่ขา. Show all posts

February 26, 2013

พบกันวันคิดถึง



ตลอดเวลาที่อยู่กับเจ้าสี่ขากว่าร้อยตัว ฉันรู้สึกว่าชีวิตเรียนรู้เท่าไรก็ไม่หมด 
ไม่น่าเชื่อว่าการคลุกคลีกับสัตว์ที่พูดไม่ได้ และ(บางครั้ง)เดาใจไม่ออก จะทำให้ฉันสามารถอยู่กับคนได้อย่างปล่อยวางมากขึ้น ไม่มีเงื่อนไข และไม่คาดหวัง
นึกถึงเรื่อง “พบกันวันคิดถึง” หรือ See you anytime I want ของคิคุตะ มาริโกะ 
หนังสือภาพเล่มเล็กๆ ที่ได้รับรางวัลชมเชยจากงานมหกรรมหนังสือเด็กโบโลนญา ปี 1999 และจำหน่ายมาแล้วกว่า 1,000,000 เล่มในประเทศญี่ปุ่น ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยโดย พรอนงค์ นิยมค้า

เป็นเรื่องราวความผูกพันของเพื่อนรักคู่หนึ่ง ชิโระกับมิกิ
เหตุเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน
ชิโระต้องก้าวข้ามความโศกเศร้า
พอหลับตาลงแล้วคิดถึงเรื่องราวของมิกิจัง
ผมจะได้พบมิกิจังเสมอ
แม้อยู่ไกล เราก็อยู่ใกล้กัน
ภายใต้เปลือกตา เราไม่เคยเปลี่ยนแปลง
เรายังคงเหมือนวันเวลานั้น
ผมพบกับมิกิจัง
ทุกเวลาที่คิดถึง
........
เป็นหนังสือที่หยิบเอาเรื่องความตายมาอธิบายได้อย่างสวยงาม ทั้งยังบอกวิธีรับมือกับความเศร้าได้อย่างอ่อนโยน ภาพลายเส้นง่ายๆ ของหมาน้อยในหนังสือ เรียกรอยยิ้มได้ทุกครั้งที่อ่าน แม้บางครั้งจะดึงให้เรานึกถึงเรื่องที่อยากร้องไห้
หมาแมวบ้านสี่ขาล้วนมีความเป็นมาที่น่าเศร้า 
หลายตัวผ่านการถูกทำร้าย อดอยากขาดแคลนทั้งอาหารและความรัก จึงเจ็บป่วยอ่อนแอทั้งกายและใจ ถึงจะพลิกฟื้นคืนความแจ่มใสได้ แต่หลายตัวก็อายุไม่ยืนยาวนัก
การนั่งมองเพื่อนสี่ขาหมดลมหายใจในมือของฉันตัวแล้วตัวเล่า ไม่ได้ทำให้เกิดความเคยชิน การจากพรากแต่ละครั้งยังสะเทือนใจไม่ต่างกัน

เรื่องหมาๆ ในชีวิต



วันมาฆบูชา
ใครๆ เขาไปทำบุญ
ไอ้เราก็อยากไปทำบุญ แต่ไปไม่ได้ เพราะวันนี้มีภาระต้องทำบ้าน
พูดซะใหญ่โต
จริงๆ คือทำบ้านให้หมาแม่ลูกอ่อน
และที่ว่าบ้าน ก็แค่หาเศษไม้ เศษกระเบื้อง เศษผ้าใบ...ตามแต่จะหาได้ มากั้นคอกให้คุณแม่กับลูกๆ
ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความสงบ ทั้งกับครอบครัวแม่ลูกอ่อน และบรรดาหมาโตๆ ทั้งหลาย
ที่เอาแต่วนเวียนวุ่นวายกับหมาน้อย ๆ แปลกหน้า
ไม่รู้หมั่นไส้อะไรกันนักหนา (คงคิดกันว่า มาอีกแล้ว ตัวแย่งข้าวชุดใหม่มาอีกแล้ว)
ทั้งแม่หมา ทั้งคุณพี่ป้าน้าลุงหมาโตๆ เอาแต่เห่าด่ากัน เหน็บแนมกัน กระแนะกระแหนกันทั้งวันทั้งคืน
บางช่วงคงเถียงไม่ทัน เลยหอนสู้กันแทน
จะบ้าตาย...โมโหหมาก็โมโห เกรงใจเพื่อนบ้านก็เกรง

เมื่อวานมีหมาตายอีกตัวก็ยังไม่ทันได้ฝัง (ขนาดจะเศร้ายังไม่มีเวลาเศร้าเลย คิดดูเถอะ)

สรุปว่าวันนี้ทั้งวัน ทั้งกั้นคอกใหม่ ทั้งขุดดินฝังหมา เก็บกวาดห้องแมว
ตกค่ำแทบสลบ
แต่ความวุ่นวายก็สงบลงจนได้ เฮ้ออออออ...
นอนลืมตาปริบๆ ดูพระจันทร์ข้างขึ้นเหนือยอดประดู่
หมู่หมานอนอยู่รอบๆ
นานๆ ก็ผลัดกันลุกขึ้นมาดมๆ คนที่นอนเงียบอยู่บ้าง คงจะสำรวจดูว่าตายหรือยังละสิ

โอ๊ะ ! หมาบ้านสี่ขาไม่มีหน้าตาดูดีแบบนี้หรอก อันนี้ยืมภาพจาก kimballstock.com ต่างหากล่ะ

ลุกขึ้นนั่งนับหมา เมื่อวานจากไปหนึ่งตัว
วันนี้จึงเหลือแค่ 49
(นับแมวคร่าวๆ วันก่อน นับไม่ครบ เพราะมันเอาแต่วิ่งไล่กวดกันไปมา แต่น่าจะเกิน 60 ตัว)
บ้านสี่ขาวันนี้มีแมวหมารวมกันกว่าหนึ่งร้อย
ลำพังอาหารเม็ดหมาแมวเดือนหนึ่งๆ ก็น่าจะตกราวๆ 300-400 กก.
ภาวนาทุกวันว่าอย่าได้มีตัวใดเจ็บป่วยให้ต้องรักษากัน โดยเฉพาะในวันที่เงินเดือนยังไม่ออก
(แต่คำภาวนาก็ไม่ค่อยได้ผล)
แถมภาวนาด้วยว่า อย่าได้มีใครอุตริเอาหมาแมวใส่ถุงหรือตะกร้ามากำนัลที่หน้าบ้านอีก
(ก็ไม่ค่อยได้ผลอีกเช่นกัน)

แม้จะยังคิดถึงบรรดาเพื่อนสี่ขาที่นอนหลับอยู่ใต้ผืนดินบ้านนี้อีกกว่า 50 ตัว
แต่เห็นจะต้องบอกว่า ขอบใจนะที่ล้มหายตายจากกันไปบ้าง
ไม่อย่้างนั้น คนที่จะตายอาจเป็นเราเอง


อันนี้เป็นภาพหมู่หมาที่ระบุสายพันธุ์ต่างๆ
ดูๆ แบบเปรียบเทียบแล้ว เฮ้อ หมาๆ บ้านเรามันช่างไม่มีสกุลกันจริงๆ เลย (แต่ยังไงก็รักนะ)
(ภาพจาก featurepics.com) 

September 04, 2012

กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง


มีเสียงรถมาจอดหน้าบ้าน 
โต๋เต๋ชันคอขึ้นเป็นครั้งแรกของวัน มันลุกพรวดพราดไปดู สักพักก็เดินหูลู่หางตก กลับมานอนหมอบเป็นรูปปั้นหมาตรงที่เดิม ท่าทางหมกมุ่นหงอยเหงาราวกับคนอมทุกข์
ฉันไม่รู้จะช่วยมันได้อย่างไร บางทีก็ไม่อาจมีใครแทนใครได้
............................
นึกย้อนไปถึงค่ำวันหนึ่งที่ฉันลงรถประจำทางใกล้แยกบางใหญ่ 
ขณะกำลังสำรวจสภาพกระดูกกระเดี้ยวที่ถูกเบียดเสียดบนรถมานานนับชั่วโมง หางตาก็เห็นอะไรแวบๆ เคลื่อนมาตามแนวถนน รถยนต์ก็ไม่ใช่ มอเตอร์ไซค์ก็ไม่เชิง เพราะไม่มีดวงไฟหน้ารถ 
ใกล้เข้ามาถึงเห็นเป็นหมาสีเข้มๆ ตัวหนึ่งกำลังวิ่งสุดฝีเท้า
ฉันพยายามมองว่ามันวิ่งตามอะไร เพราะวิ่งแบบนี้ไม่ใช่วิ่งเล่นแน่ๆ 
ดูแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรที่มันน่าจะวิ่งตาม มีแต่รถประจำทาง รถบขส.แล้วก็รถยนต์ที่แล่นผ่านมันไปอย่างน่าหวาดเสียว
มันหยุดยืนหอบแฮ่กๆ จนตัวโยนอยู่ตรงป้ายรถประจำทางที่ฉันลงพอดี หอบอยู่พักใหญ่ๆ มันก็เหลียวหน้าเหลียวหลัง ครางหงิงๆ แหงนหน้าสูดกลิ่นในอากาศด้วยท่าทางกระวนกระวาย

ฉันติดนิสัยประหลาดอย่างหนึ่งคือชอบทักหมาแมว จึงตะโกนถามออกไป
“เฮ้ เจ้าหมา จะไปไหนน่ะ
มันหันขวับมา ชะงักอยู่ชั่วครู่ แล้วก็ทำหูตั้ง ออกวิ่งลิ่วตรงมาหาฉันทันที!


แตงกวา กับยาคูลท์



ฉันขี่รถเครื่องฝ่าแดดร้อนเปรี้ยงออกจากหมู่บ้านไปตลาดในอำเภอ ด้วยภารกิจสำคัญสองประการที่ไม่สามารถทำได้แถวๆ บ้านสี่ขาที่อยู่ริมทุ่งนาและคอกควาย 
หนึ่งคือการหาซื้อกระดาษหนังสือพิมพ์ กับสอง ตามหาสาวยาคูลท์

ภารกิจสองอย่างนี้เกี่ยวกันยังไง แล้วสำคัญขนาดไหนถึงทำให้ฉันต้องเอาผิวเหี่ยวๆ ของตัวเองออกมาทำเนื้อแดดเดียวตอนบ่ายโมงกว่าๆ ที่จัดว่าเป็นช่วงเวลาร้อนที่สุดของวัน
ฉันสงสัย ว่าจะมีใครสงสัยหรือเปล่า ว่าฉันกำลังจะเล่าเรื่องอะไร และเล่าทำไม
ไอ้ที่ว่าจะเล่าเรื่องอะไรนั้น ฉันพอจะรู้ละ ก็ฉันกำลังจะเล่าอยู่เดี๋ยวนี้ 
แต่เหตุผลที่ว่า จะเล่าทำไม อันนี้ฉันก็สงสัยตัวเองเหมือนกัน คิดว่าเล่าๆ ไปอาจจะได้คำตอบ

ในโลกนี้มีหลายเรื่องราวที่เรายังไม่รู้ และบางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องรู้ อย่างเช่นเรื่องนี้ 
แต่ถ้าคุณยังไม่รีบไปไหน อุตส่าห์เข้ามาแล้วก็โปรดอ่านไปให้สิ้นเรื่องสิ้นราวเถิดนะคะ
ไม่แน่นะ บางเรื่องไร้สาระอาจแฝงปรัชญาแห่งชีวิตอย่างคาดไม่ถึงก็เป็นได้ (ว่าเข้าไปนั่น)
......................
แตงกวาเป็นชื่อที่ฉันตั้งให้ลูกหมาหน้าตาหมกมุ่นตัวหนึ่ง ที่ถูกคนเอามาทิ้งไว้ข้างถนนใกล้ๆ ท่ารถโดยสารระหว่างอำเภอ
สภาพของแตงกวาเมื่อแรกนั้นห่างไกลจากคำว่าน่ารักอยู่มาก ทั้งเหม็นสาบ ผอมโซ ขนร่วงเป็นหย่อมๆ เพราะโรคผิวหนัง และมีแผลเล็กบ้างใหญ่บ้างทั่วตัว
มันค่อยๆ คลานอย่างกล้าๆ กลัวๆ เข้ามาหมอบเงียบอยู่ตรงเท้าของฉัน อายุของมันไม่น่าจะเกินสองเดือน
ใครเอามาทิ้งไม่รู้ สามสี่วันแล้วละคนขายก๋วยเตี๋ยวรถเข็นแถวๆ นั้นบอก 
ไม่เห็นมันไปหากินที่ไหน คงกลัวหมาใหญ่ๆ กัดมั้ง นึกว่าถูกรถเหยียบไปแล้ว เพิ่งเห็นนะเนี่ยว่ายังอยู่

ฉันใจอ่อนเกินกว่าจะปล่อยให้ลูกหมาเล็กๆ เผชิญกับความหิว ความกลัว และความเสี่ยงที่จะถูกรถทับตาย จึงหยิบมันใส่กระเป๋าสะพายกลับบ้านด้วย แตงกวาซุกเงียบอยู่ในกระเป๋าตลอดทาง

ชายหนุ่ม กับหมา(ตัวเมีย)ที่เขาไม่เคยเลี้ยง




บางทีฉันรู้สึกว่า การพยายามเข้าใจหมา ง่ายกว่าเข้าใจคนด้วยกันเสียอีก
เรื่องนี้เกิดขึ้นในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งย่านบางบัวทอง เป็นบ้านสี่ขาสาขาย่อยที่ฉันไปๆ มาๆ สลับกับบ้านนอก

อย่ารู้เลยว่าหมู่บ้านไหน เพราะชายหนุ่มก็อยู่บ้านถัดจากฉันไปสัก 3-4 หลัง ยังเห็นหน้าค่าตากันอยู่ ขืนบอกไป เผลอๆ อาจมีใครสักคนเดือดร้อน (จะใครซะอีกล่ะ!)

ชายหนุ่มเป็นข้าราชการ กรมกองไหนก็ช่างเขาเถอะ สมมตว่าชื่อคุณสมชายก็แล้วกัน 
คุณสมชายเลี้ยงหมาไว้เฝ้าบ้านสองตัว ชื่อขาวกับปุย ผอมซี่โครงบานเชียวละ

ฉันเคยหิ้วถุงข้าวเหนียวไก่ย่างเดินผ่าน เห็นพวกมันเกาะรั้วตาละห้อย (เจ้าของไม่อยู่) น้ำลายหยดแหมะๆ ครางหงิงๆ อย่างน่าเห็นใจจนต้องยอมสละไก่ให้มัน

แม่ฉันเคยคลุกข้าวกับน้ำแกงจืดใส่ขันพลาสติกใบเก่าไปให้หมา คุณสมชายขับรถกลับจากที่ทำงานพอดี

"พอดีมีข้าวเหลือค่ะ ก็เลยแบ่งมาให้" แม่ออกตัว

"โอ๊ย ไม่ต้องลำบากหรอกป้า ผมเองยังไม่ค่อยให้มันเลย" เขาพูดหน้าตาเฉย "ความจริงผมเลี้ยงหมาตามธรรมชาตินะ ให้มันหากินเอง"

โอ้ว พระเจ้า จอร์จ คิดได้ไงเนี่ย อาชญากรรมชัดๆ

August 30, 2012

มาอาบน้ำกันเถอะ!



จำได้คลับคล้ายคลับคลา (แหม ก็อายุปูนนี้!) 
ว่าวิชาสุขศึกษาที่เคยเรียนสมัยโน้นนน..(ลากเสียงยาวๆ ให้รู้ว่านานมากๆ) ครูบอกว่าให้อาบน้ำทุกวันอย่างน้อยวันละหนึ่งครั้ง 
อุ๊ย ไม่อยากบอกเลย (แต่ก็บอก) ว่าเคยล้างหน้าอย่างเดียวตอนเช้า แล้วเอามือวักน้ำลูบๆ ตัวเองพอเป็นพิธีในตอนเย็น ด้วยเหตุผลแบบขี้โกงว่า ก็มันฤดูหนาวอ้ะ เหงื่อไม่ค่อยมีสักหน่อย 
ด้วยว่านอกจากเป็นคนขี้หนาวแล้วยังขี้เกียจอย่างไม่น่าเชื่อ

เพื่อนคนหนึ่งคิดจะเขียนตำราว่าด้วยความสุขของการอยู่เป็นโสด ฉันซึ่งถูกจัดอยู่ในประเภท "รักไม่ยุ่งมุ่งขึ้นคาน" รีบเสนอว่า อย่าลืมใส่ไปในหนังสือเธอนะ ว่าข้อดีอีกข้อหนึ่งของการเป็นโสด คือ สามารถปล่อยปละละเลยตัวเองได้ตามใจชอบ ฮ่ะฮ่ะ

ตอนที่ยังทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กพิการและขาดสารอาหารในภาคอิสาน มีเหตุให้ต้องรับอาสาดูแลเด็กชายตัวน้อยๆ อายุแค่เดือนเศษๆ คนหนึ่ง ที่ถูกทิ้งไว้บนรถไฟสายกรุงเทพ-หนองคาย ในช่วงที่รอให้เจ้าหน้าที่ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับเด็กและการส่งต่อสถานสงเคราะห์

โอ การเลี้ยงเด็กทารกช่างเป็นภาระอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ ฉันนึกถึงแม่ตัวเองและแม่อีกค่อนโลกด้วยความนับถือและยกย่อง

ฉันอุ้มพ่อหนูน้อยพร้อมตะกร้าสัมภาระ อันประกอบด้วยขวดนม นมผง กระติกน้ำร้อน ผ้าอ้อม และอื่นๆ (ซึ่งทางศูนย์บริบาลเด็กฯ ที่โรงพยาบาลให้ยืมมา) กลับไปบ้านเช่าสาวโสด 
ชาวบ้านในซอยมองตามด้วยความสนใจ แถมเสียงชื่นชมลอยมาให้ได้ยิน (ทำไมยายนี่ถึงมีเด็กอ่อนได้ ไปแอบท้องตอนไหนกันนะ แหม ปิดเงียบเชียว แล้วพ่อเด็กไปไหนล่ะ .....ฯลฯ)


August 22, 2012

แม้เลือกเกิดได้


ถ้าทุกชีวิตเลือกเกิดได้ เราจะมีโอกาสเผชิญความทุกข์ยากลำบากกันหรือเปล่า หรือได้ใช้ชีวิตไปตามความคาดหวังหรือเปล่า ฉันยังสงสัย

ตอนที่พบกับโมเมครั้งแรกนั้น ฉันยังทำงานอยู่ในจังหวัดใหญ่แถบภาคอิสาน และกำลังขี่มอเตอร์ไซค์ กลับจากซื้อไก่ย่างกับตำบักหุ่ง (มะละกอ
หมาสีดำตัวหนึ่งหันรีหันขวางอยู่กลางถนน เป็นที่น่าหวาดเสียวอย่างยิ่ง อดไม่ได้ต้องจอดรถเรียกมัน
"มานี่เร็ว เดี๋ยวรถก็ชนหรอก"

มันวิ่งตุปัดตุเป๋มาหาด้วยลักษณะแปลกๆ นอกจากสวมคอลล่า (พลาสติกรูปกรวย) รอบคอแล้ว หน้าตายังมู่ทู่ ขาหลังก็ดูเบี้ยวๆ แถมยังผอมจนเห็นแนวซี่โครง
ฉันก้มลงไปคุยด้วย ได้กลิ่นเหม็นเต็มจมูก 
กลั้นใจดูจึงพบว่าปลอกคอที่ร้อยคอลล่าไว้ด้วยนั้นบาดเนื้อจนเป็นแผลลึก และกำลังเน่า 

นึกสงสัยว่าหมาใครนะ ทำไมเจ้าของไม่ดูแลเลย 
ท่าทางมันหิวจัด ฉันแบ่งไก่ย่างให้กิน ดูมันเคี้ยวไม่ค่อยถนัด 

วันต่อมาไปซื้อขนมที่ถนนนั้นอีกครั้ง เจอหมาดำหิวโซตัวเก่า ฉันยกโดนัทให้ทั้งอัน มันกินนิดเดียวเหมือนเคี้ยวไม่ออก

เย็นวันถัดมาขี่รถผ่านทางเดิม มองหาหมาสีดำสวมคอลล่าไม่เห็น ฉันจึงเลี้ยวลัดเลาะผ่านอีกสองซอยไปออกอีกถนนหนึ่ง กะว่าจะแวะไปสระผมก่อนกลับบ้าน

พอจอดรถหน้าร้าน"ติ๋ม บิวตี้" พี่ติ๋มก็ตะโกนถาม 
"ตัวอะไรตามมาน่ะ"
ฉันเหลียวหลังมอง ตกใจที่เห็นหมาดำยืนหอบตัวโยน
"ตายแล้ว วิ่งตามมาได้ไงตั้งไกลแน่ะ"

เลยไม่ได้สระผม เพราะกลัวมันหลงทาง ต้องพามันไปส่งที่ถนนสายเดิม (ขี่รถเครื่องให้มันวิ่งตาม)

แต่พอฉันหันหลังกลับ มันก็วิ่งตามกลับมาอีก ยิ่งเร่งเครื่องหนี มันยิ่งเร่งฝีเท้าตาม ฉันต้องหยุดเพราะสงสารที่เห็นมันหอบเหนื่อยแทบขาดใจ

กลับไปส่งอีกรอบ มันก็วิ่งตามอีก กลับไปกลับมาอยู่ 3-4 รอบจนฉันหงุดหงิด หมาของใคร(วะ)เนี่ย ตามอยู่ได้ไม่กลับบ้านกลับช่อง

August 16, 2012

หมาของหนู



เธอยังอายุน้อย อาจจะเกินยี่สิบมาไม่เท่าไร ขี่มอเตอร์ไซค์มาทั้งๆ ที่ท้องโตมาก 
มีเด็กชายตัวเล็กๆ ซ้อนท้าย ตะกร้าหน้ารถมีลูกหมาผอมๆ นอนเบียดกันอยู่ห้าตัว

"นูขอฝากหมาไว้ชั่วคราว หนูต้องไปคลอดที่จังหวัด ไม่มีใครอยู่ หนูกลัวมันอดตาย"
"ชั่วคราวน่ะ แค่ไหนคะ" ฉันถาม ใจคิดว่าจะปฏิเสธอย่างไรดี
"ชั่วคราวจริงๆ พี่ หนูไหว้ละ" เธอยกมือไหว้ 
"แฟนหนูไปรับจ้างตัดอ้อยที่สระบุรี หนูไม่รู้จะพึ่งใคร เห็นพี่เลี้ยงหมาอยู่ หนูเลยมา"

ฉันชะโงกดูลูกหมาที่น่าจะไม่ถึงสองเดือน ผอมแห้งและหน้าตาจ๋อยๆ พอกับเจ้าหนูที่กำลังลูบเนื้อลูบตัวพวกมันอยู่
"แล้วแม่มันล่ะคะ" ฉันถาม
"หนูก็ไม่รู้พี่ ขี่รถอยู่ดีๆ มันโผล่มาจากไหนไม่รู้ วิ่งตามรถหนูทั้งฝูง หนูไม่เห็นแม่มันเลย สงสัยตายมั้ง หรือไม่ก็มีคนเอาไอ้พวกนี้มาปล่อย หนูสงสารก็เลยเก็บมันมาหมด"
ลูกชายกระตุกชายเสื้อแม่อยู่ยึกๆ
"เออ รู้แล้ว แม่ฝากเฉยๆ เดี๋ยวก็มารับมัน" เธอหันไปบอกลูกที่ทำปากเบะ

"ถ้าฝากชั่วคราวจริงๆ ก็จะช่วยเอ้า แต่ต้องมารับคืนนะคะ เพราะบ้านนี้ก็รับไม่ไหวแล้ว" ฉันชี้ให้ดูสมาชิกบ้านสี่ขาที่มาร่วมเป็นหมามุงอยู่เต็มประตูรั้ว
"ฝากจริงๆ พี่ หนูก็รักมันเหมือนกัน แต่หนูขอไปคลอดสักอาทิตย์หนึ่ง" เธอยกมือไหว้ฉัน

แต่เธอหายไปถึงสามเดือน

August 14, 2012

ปรัชญาแบบแมวๆ กับชีวิตที่มีทางเลือก(เสมอ)


บางทีชีวิตก็ไม่มีทางให้เลือกมากนัก ฉันมักบอกตัวเองเวลาที่ต้องทำหรือไม่ทำอะไรด้วยความจำเป็น มากกว่าด้วยความอยากทำ (หรือไม่อยากทำ)

การไม่มีทางเลือก บางครั้งก็เป็นเรื่องที่ดี มันช่วยให้เรารู้จักประมาณตน ไม่ทระนงหลงตัวเอง

เรื่องของสมอง (ความคิด) กับเรื่องของหัวใจ (ความรู้สึก) ในหลายๆ สถานการณ์อาจสวนทางกันจนทำให้บางคนสับสนกับชีวิต ไม่รู้ว่าควรทำตามเหตุผลหรือความรู้สึก

แต่สภาวะเช่นนี้ไม่เคยปรากฏสำหรับนางสาวปุยฝ้าย เพราะเธอมีปรัชญาว่า ชีวิตนี้เลือกได้ (เสมอ) และการเลือกของเธออยู่นอกเหนือความน่าจะเป็นใดๆ ทั้งปวง
........
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อราวๆ 8 ปีก่อน
ฉันกำลังเลี้ยวรถจักรยานยนต์ออกจากวัดป่าแห่งหนึ่งในขอนแก่น
พลันสายตาก็สะดุดลูกแมวตัวกระจ้อยร่อย กำลังคลานงุ่มง่ามออกจากกล่องกระดาษสภาพเยินๆ คล้ายถูกโยนทิ้งไว้ที่ศาลารอรถประจำทางหน้าวัด
มันคงไม่ได้คลานออกมารอรถสองแถวหรือรถ บขส. เป็นแน่ ไม่รู้ตอนนั้นคิดยังไง (สงสัยไม่ทันคิด) ถึงได้หยิบมันใส่กระเป๋ากลับไปบ้าน

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างคุณหญิงปุยฝ้ายกับนางทาสผู้ภักดีอย่างอีเย็น (ฉันเอง)


การตัดสินใจของสุดหล่อ


สุดหล่อเป็นหนุ่มน้อยน่ารัก คล้ายๆ ดาราที่แสดงในหนังฝรั่งเรื่องเบนจี้

"ดาราคนไหนอ้ะ" เพื่อนสงสัย
"ก็ดารานำไง ที่ชื่อเบนจี้น่ะ" ฉันบอก เธอเคยดูนานแล้ว คงจำไม่ได้ละสิ หุหุ
"อ้าว นั่นมันหมานะ" เพื่อนว่า
ก็หมาน่ะสิจ๊ะ เฮ้อ

.........
เห็นครั้งแรกสุดหล่อไม่ได้มีแววหล่อแม้แต่นิด ขี้เหร่ก็ยังธรรมดาไป เรียกว่าเกือบดูไม่ได้เลยดีกว่า
ฉันกำลังยืนอยู่หน้าบ้านเช่าที่ขอนแก่น เมื่อหมาตัวหนึ่งเดินผ่านมา
มันเดินเหยาะๆ เหมือนไม่เต็มใจจะเดิน หัวลีบๆ ที่มีเนื้อบางๆ หุ้มกะโหลกนั้นก้มงุด ขาหลังโก่ง ตลอดทั้งตัวหัวจรดหางไม่มีขนสักเส้น ผิวหนังสกปรกกระดำกระด่างเต็มไปด้วยแผล หนองไหลเยิ้ม บางแผลแดงเถือก แฉะฉ่ำทั้งน้ำเลือดน้ำเหลือง ส่งกลิ่นเหม็นหึ่ง แมลงวันกลุ่มหนึ่งบินตามอย่างตั้งอกตั้งใจ

"จุ๊ จุ๊ ไปไหนจ๊ะ สุดหล่อ" ฉันทักทาย ไม่รู้หรอกว่ามันชื่ออะไร แต่ตั้งใจเรียกให้ตรงข้ามกับสารรูปของมัน

ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ที่แสดงว่าได้ยิน มันก้มหน้าเดินผ่านฉันไปเหมือนไม่สนใจอะไรเลยในโลก

August 10, 2012

ความลับในกระสอบ



เที่ยงคืนกว่าๆ ได้ยินเสียงเรียก ตอนแรกนึกว่าหูแว่ว เพราะกำลังเบลอได้ที่เนื่องจากนอนไม่พอ นึกในใจสงสัยต้องไปหาจิตแพทย์แล้วฉัน

พยายามไม่สนใจ เอ๊ะ ทำไมยังแว่วซ้ำๆ เหมือนแผ่นเสียงตกร่อง อาการหนักขึ้นหรือมีใครเรียกจริงๆ หว่า
โผล่ออกไปดูให้รู้แล้วรู้รอด เกือบสะดุ้งเมื่อเห็นเงาตะคุ่มๆ แปลกๆ ที่รั้ว ไม่รู้ผีหรือสัตว์ประหลาด 
มองอีกทีถึงเห็นน้าอู๊ด แม่ค้าขายขนมปังสังขยายืนคร่อมจักรยานอยู่

"นอนหรือยัง น้าไม่กล้าเรียกดัง เกรงใจ"

เรียกไม่ดัง แต่เรียกนานมากๆ เลยนะน้าอู๊ดจ๋า

"เกือบแล้วค่ะ มีอะไรคะน้า"ฉันหาวปากกว้างแบบไม่รักษามารยาท แหม เร่งงานไม่ได้นอนมาสองวันแล้ว

"ไปดูกับน้าหน่อยสิ มีกระสอบอะไรทิ้งไว้ที่กองขยะก็ไม่รู้"

คุณพระช่วย ชวนไปดูอะไรไม่รู้ที่กองขยะตอนเที่ยงคืนกว่าๆ มีใครบ้าพอจะไปไหมคะ

ฉันคว้าเสื้อยืดสวมทับอีกตัว ใส่กุญแจรั้ว แล้วกระโดดซ้อนจักรยานน้าอู๊ดไปทันใด!

ใจบางๆ


กดเอทีเอ็มออกมาห้าร้อยบาท 
มองกระดาษที่เครื่องส่งออกมาให้ (ทั้งที่ไม่อยากมอง) เห็นตัวเลขที่เหลือแล้วถอนใจ (ถอนยังไงก็ไม่ขึ้น
เฮ้อ.. จะอยู่ได้อีกกี่วันวะเนี่ย
เมื่อวานซื้อข้าวสารอีกหนึ่งท่อน (กระสอบ) ราคา (ต่อรองแล้ว) 540 บาท คาดว่าคงพอกินไปได้สัก 7-8 วัน

"อาไร้ ตัวแค่นี้ กินข้าวทีอาทิตย์ละกระสอบ" เพื่อน (ไม่สนิท) คนหนึ่งเคยถามพลางตาโตเท่าไข่ไก่ซีพีเบอร์ศูนย์
"เปล่า ไม่ได้กินเอง" ฉันบอก "เอาไปเลี้ยงหมาที่บ้าน"


"อุ๊ย เธอเลี้ยงหมากี่ตัวกันจ๊ะ พันธุ์อะไร ทำไมกินข้าวมากมายขนาดนั้น" เพื่อนซักไซ้ (ก็บอกแล้วว่าไม่สนิท)


"39 ตัว" ฉันตอบ

เพื่อนทำตาโตกว่าเดิม อ้าปากหวออีกต่างหาก

"แมวอีก 27 ตัวด้วยละ" ฉันเพิ่มเติมข้อมูลให้
ไข่ไก่เบอร์ศูนย์กลายเป็นไข่นกกระจอกเทศ

"โห...เพิ่งรู้ว่าเธอมีฟาร์ม" สีหน้าเพื่อนออกจะทึ่ง "เพาะพันธุ์หมาแมวขายเหรอ"
"เปล่า"
"เลี้ยงไว้เฝ้าบ้านอะไรเงี้ยเหรอ"
"เปล่า เลี้ยงเฉยๆ แบบว่า เลี้ยงเอาฮาอ้ะ" ฉันตอบหน้าตาย

เพื่อนทำท่าอึ้งๆ แล้วก็คงอดใจไม่ไหว เลยถามตรงๆ แบบจริงจัง
"โทษนะ เธอบ้าหรือเปล่าเนี่ย"


August 08, 2012

เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม




"มาแล้วครับ มาแล้ว ถังพลาสติกใหม่ๆ ใช้ตักน้ำเหมาะๆ แลกฟรีครับพี่น้อง"
ได้ยินเสียงประกาศ ฉันก็ขยับผ้านุ่งให้แน่นขึ้นแล้วออกไปยืนเท้าเอว ปั้นหน้ายักษ์อยู่หน้าประตูรั้วบ้าน ฝั่งตรงข้ามบ้านฉันเป็นคอกควายของเพื่อนบ้าน ควายตัวหนึ่งยืนมองดูฉันอย่างเอาใจช่วย

"อยากได้ถังน้ำไว้ใช้ไหมครับคุณพี่" 
คนขับชะลอรถ โผล่หน้ามาพูดเสียงอ่อนเสียงหวาน

"ไม่อยากได้ มีแล้วเยอะแยะ" ฉันตอบแบบไร้เยื่อใย


"หมาน่ารักนะครับ" เขาพูดพลางมองข้ามไหล่ฉัน 

ฉันเหลียวหลังไปดู เห็นสมาชิกบ้านสี่ขาพยายามโผล่หน้าดูตรงรอยแยกของผ้าใบที่ฉันขึงปิดรั้วไว้ เห็นหัวสี่ห้าหัวซ้อนๆ กันสลอน

"ถอยไปเดี๋ยวนี้เลย!" ฉันแว้ด สี่ห้าหัวนั้นหดทันที
พลันสายตาก็เหลือบเห็นหมาตัวหนึ่งเดินเตร็ดเตร่อยู่ริมถนน ห่างจากบ้านฉันราวร้อยเมตร


"เฮ้ย หมีหมี หมีหมี มานี่เร้ว" ฉันตะโกนเรียก


"อ้าว ที่เดินอยู่นั่นก็หมาคุณพี่เหรอครับ"


"แน่นอน ถึงได้เรียกมันกลับอยู่นี่ไง" ฉันโกหกเต็มปากเต็มคำ

คนขับทำหน้าเสียดายนิดๆ ก่อนจะเคลื่อนรถออกไป 

ฉันเผลอมองตามทั้งที่ตั้งใจไว้มั่นเหมาะว่าจะไม่มอง

ข้างหลังรถต่อเป็นลูกกรงมีพลาสติกคลุม คงคิดว่าจะบดบังสายตาผู้คน แต่ลมพัดชายพลาสติกเปิดพะเยิบพะยาบ มองเห็นหมาๆ เบียดเสียดกันอยู่ในนั้นหลายสิบตัว

ฉันเบือนหน้าไปสบตากับควาย ไม่อยากเห็นสายตาละห้อยปนตื่นตระหนกของหมาๆ บนรถ กลัวน้ำตาร่วง รู้สึกสะเทือนใจที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย
สัตว์โลกล้วนมีกรรมเป็นของตน

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...